บทความในส่วนนี้

การทำความเข้าใจความแตกต่างของค่าเฉลี่ยระหว่างรายงานและเครื่องมือข้อมูลขั้นสูง

เมื่อดูข้อมูลแบบสำรวจ ค่าเฉลี่ยของคำถามอาจแตกต่างกันระหว่างรายงานและเครื่องมือข้อมูลขั้นสูง หากข้อมูลของผู้ตอบแบบสำรวจมีการเปลี่ยนแปลงหลังจากแบบสำรวจปิด รายงานจะแสดงข้อมูลของผู้ตอบในขณะที่แบบสำรวจปิด (หรือเมื่อปิดอีกครั้งในภายหลัง หากมีการเปิดใหม่) อย่างไรก็ตาม เครื่องมือข้อมูลขั้นสูงจะแสดงข้อมูลของผู้ตอบในสถานะปัจจุบัน

ตัวอย่างต่อไปนี้จะแสดงให้เห็นถึงวิธีการทำงานนี้ องค์กรหนึ่งจัดทำแบบสำรวจความผูกพันในเดือนพฤษภาคม 2025 โดยมีคำตอบดังนี้:

ผู้ตอบแบบสำรวจคำตอบ (มาตราส่วน 1-5)
พนักงาน A5
พนักงาน B4
พนักงาน C4
พนักงาน D3
พนักงาน E2
พนักงาน F3

ในเดือนกันยายน 2025 พนักงาน F ออกจากองค์กรและขอลบข้อมูลของตนเอง ค่าเฉลี่ยจะแตกต่างกันขึ้นอยู่กับว่าคุณดูจากที่ใด:

  • รายงาน: ค่าเฉลี่ยยังคงเป็น 3.50 เพราะรายงานจะเก็บข้อมูลคำตอบทั้งหกชุดไว้ในขณะที่แบบสำรวจปิด (เช่น 3.50 คือผลรวมของคำตอบทั้งหมด 21 หารด้วยผู้ตอบหกคน)
  • เครื่องมือข้อมูลขั้นสูง: ค่าเฉลี่ยจะเป็น 3.60 เพราะเครื่องมือนี้จะแสดงข้อมูลปัจจุบัน ซึ่งมีเพียงผู้ตอบห้าคนที่เหลืออยู่ (เช่น 3.60 คือผลรวมของคำตอบที่เหลือ 18 หารด้วยผู้ตอบห้าคน)

เหตุผลทั่วไปที่ข้อมูลเปลี่ยนแปลง

ข้อมูลของผู้ตอบแบบสำรวจอาจเปลี่ยนแปลงหลังจากแบบสำรวจปิดด้วยสองสาเหตุหลัก:

  • คำขอเข้าถึงข้อมูลส่วนบุคคล (SARs): เมื่อบุคคลออกจากองค์กร อาจมีการยื่นคำขอทางกฎหมายเพื่อลบข้อมูลส่วนบุคคล รวมถึงคำตอบแบบสำรวจ
  • การลบผู้ตอบ: ผู้ดูแลระบบอาจลบผู้ตอบแบบสำรวจ ซึ่งจะไม่นำผู้ตอบคนนั้นมาคำนวณ แต่ไม่ได้ลบข้อมูลของพวกเขา
  • การรวมบัญชี: ผู้ดูแลระบบอาจรวมบัญชีที่ซ้ำกัน ซึ่งอาจมีผลต่อข้อมูลของผู้ตอบ

ควรใช้แบบใด

ใช้รายงาน สำหรับการวิเคราะห์ส่วนใหญ่ เนื่องจากให้ภาพรวมของความผูกพันของทีมคุณในขณะที่ทำแบบสำรวจและเป็นตัวแทนผลลัพธ์ได้ดีที่สุด

ใช้เครื่องมือข้อมูลขั้นสูง เมื่อคุณต้องการข้อมูลปัจจุบันหรือความยืดหยุ่นที่มากขึ้น เพราะจะแสดงข้อมูลของผู้ตอบในปัจจุบันและให้คุณกรอง แบ่งกลุ่ม และวิเคราะห์ข้อมูลได้หลากหลายยิ่งขึ้น

หมายเหตุ: สำหรับการเปรียบเทียบในอดีตและการวิเคราะห์แนวโน้ม ให้ใช้รายงานเพื่อให้มั่นใจว่าข้อมูลสอดคล้องกันระหว่างแต่ละครั้งที่จัดแบบสำรวจ

บทความนี้มีประโยชน์หรือไม่